To Care

posted on 08 Mar 2009 17:41 by iamplenk

  hhh

00000ทุกๆเหตุการณ์รอบกายเรา  ทุกๆเรื่อง  ทุกๆสิ่ง  ล้วนแต่มีสิ่งสวยงามและน่าประทับใจซ่อนอยู่เสมอ   กำลังใจที่แสนดี  รอยยิ้มเปื้อนหยาดน้ำตา   ความสัมพันธ์ต่างๆ ระหว่างคน 2 คน หรือหลายๆคน     ไม่ว่าจะเป็นระหว่างตัวคุณเองกับคนที่คุณแอบปลื้ม  กับกลุ่มเพื่อนสนิทสมัยเรียน  คนที่ทำงาน  คุณป้าข้างบ้านหรือแม้กระทั่งสุนัขกับแมวที่วิ่งเล่นบริเวณบ้านของคุณ

        อาจจะมีเรื่องราวที่สร้างความประทับใจขึ้นมาระหว่าง คุณกับบุคคลเหล่านั้น โดยที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน   ลองมาฟังเรื่องของผมต่อไปนี้กว่าครับ  เผื่อที่คุณผู้อ่านอาจจะมองเห็นสิ่งดีๆ ที่อยู่รอบกายของคุณผู้อ่าน .... โดยที่คุณผู้อ่านไม่เคยสังเกตุเห็นมาก่อนก็ได้

 

    " คุณหมอครับ  ช่วยรักษาแมวตัวนี้ทีเถอะครับ "

ผมและพ่อของผมอุ้มแมวที่บ้านที่เพิ่งโดนสุนัขจรจัดรุมกัดจนไส้ทะลัก  เข้าไปในคลีนิกรักษาสัตว์แถวบ้านอย่างร้อนใจ

    " เอาไปชั่งน้ำหนักทางด้านนั้นก่อนนะค่ะ "

สัตวแพทย์สาว พูดอย่างใจเย็นและมีสติ

    " เคยมารักษาที่นี่ไหมค่ะ? "

คุณสัตวแพทย์สาวถามเพื่อจะได้ดูว่าเคยมีประสบการณ์รักษาที่นี่หรือเปล่า และก็ยังไม่ทันได้สังเกตุเห็น

อาการบาดเจ็บของแมวตัวนี้

  " คุณหมอครับ  มันโดนมากัดจนไส้ไหลมานะครับ "

ผมพูดกับสัตวแพทย์สาวอย่างร้อนใจ  เพื่อไม่ให้ทุกวินาทีที่ยื้อชีวิตของเจ้าแมวตัวนี้ ต้องหมดไปโดยใช่เหตุ

    " ไหนค่ะ !  ขอดูหน่อยค่ะ "

สัตวแพทย์สาวเริ่มสนใจถึงความร้อนรนที่ผมมี   และเธอเองก็เพิ่งสังเกตุเห็น  คุณหมอสาวคนนั้นก็เรียกให้ผู้ช่วยของเธอนำแมวที่บาดเจ็บเข้าไปในห้องรักษา  เพื่อทำการรักษาทันที

 

      " เดี๋ยวหมอ  ต้องขอทำประวัติการรักษาหน่อยนะค่ะ "

สัตวแพทย์สาวให้ผมนั่งที่โต๊ะทำงานของเธอ เพื่อลงรายละเอียดต่างๆ

      " แมวตัวนี้ เคยมารักษาที่นี่ไหมค่ะ? "

      " ไม่เคยครับ "

      " แมวตัวนี้ชื่ออะไรค่ะ ? "

คุณหมอต้องการชื่อของสัตว์ที่เอามารักษาเพื่อง่ายต่อการค้นหาข้อมูล ในการนำมารักษาครั้งต่อไป

       " มันไม่มีชื่อครับ ? "

อันที่จริงคนที่บ้านคงจะตั้งชื่อให้มันไว้ แต่ผมไม่เคยสนใจจึงตอบคุณหมอไปอย่างนั้น

       " งั้น...ช่วยตั้งชื่อให้มันหน่อยค่ะ ?  "

       " เอาชื่อ แมว ล่ะกันครับ "

คุณผู้อ่านคงจะนึกตลกผมอยู่ละสิ   ว่าทำไมจะตั้งชื่อให้ทั้งทีกับแมวที่เลี้ยงไว้ว่าชื่อ  " แมว "  น่าจะหาชื่อให้มันดีกว่านี้ซักหน่อย...        ซึ่งคุณหมอเธอเองก็คง ก็คงคิดเช่นเดียวกับคุณผู้อ่าน  ผมสังเกตุเห็นจากสีหน้า ชวนสงสัยของเธอ       ก็ตอนนั้นผมคิดอะไรไม่ออกนี่ครับ  ใจมันมัวแต่กังวลกลัวเจ้าแมวจะ

ไม่รอดอย่างเดียว

หลังจากนั้นคุณหมอ   ก็เข้าไปดูอาการแมวของผม   พอผ่านไปประมาณซัก 5 นาที คุณหมอเธอเรียกผมและพ่อของผมเข้าไปในห้องรักษา   เพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่ต้องทำให้ผมต้องกังวลใจอีกครั้ง

        " แมวโดนกัดมาหนักนะค่ะ  หมอไม่แน่ใจว่านอกจากบาดแผลภายนอกที่เห็นอยู่นี่แล้ว ภายในช่องท้องจะเกิดการฉีกขาดด้วยหรือไม่ ทางเราก็ไม่มีเครื่องมือที่จะเอ็กซเรย์ภายในได้นะค่ะ   หมออยากให้คุณพาเจ้าแมวไปรักษาที่  XXX   เพราะที่นั่นมีเครื่องมือพร้อมกว่านะค่ะ "

คุณหมอพยายาแนะนำอาการทั้งหมดและทางเลือกที่ผมจะต้องเลือก  เพื่อที่จะรักษาชีวิตของเจ้าแมวเอาไว้

        " ครับคุณหมอ  แล้วค่ารักษาเท่าไหร่ครับ ? "

 

ผมถามสัตวแพทย์ถึงค่ารักษาปฐมพยาบาลเบื้องต้นและคำแนะนำต่างๆ  เพื่อที่จะได้รีบไปยังจุดหมายต่อไป

        " ไม่เป็นไรค่ะ   ไม่คิดค่าใช้จ่ายค่ะ "

(O_0) คุณผู้อ่านบางท่านคงจะแปลกใจ   อย่างที่ผมแปลกใจกับคำตอบของคุณหมอท่านนี้ใช่ไหมครับ

เพราะทุกครั้งที่เราไปโรงพยาบาลหรือคลีนิค      ไม่ว่าจะไปตรวจโรคหรือทำแผลเล็กๆน้อยๆก็ยังต้องมีค่าใช้จ่าย   แต่คุณหมอท่านนี้ทำการรักษาปฐมพยาบาลปิดแผลให้อย่างดีและแนะนำข้อมูลต่างๆ  ที่ผมควรรู้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆเลย.........ทำเอาผมอึ้งไปเลยครับ!!

แต่เวลานี้ผมไม่ว่างพอที่จะอึ้งหรือซาบซึ้งใจอยู่กับคุณหมอแสนน่ารักท่านนี้   ผมและพ่อของผมอุ้มเจ้า

แมวต้วนี้นั่งแท็กซี่ไปตามสถานที่ ที่คุณหมอใจดีท่านนั้นแนะนำไว้

เรื่องมันควรจะจบที่ว่าพอผมไปถึงยังสถานที่รักษาสัตว์แห่งใหม่แล้ว   เจ้าแมวได้รับการรักษาจนหายดี 

แต่มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดนะสิครับ ???

ผมและพ่อของผมได้ไปตามสถานที่ที่คุณหมอแนะนำแล้ว  แต่ต้องได้รับการปฎิเสธที่จะรักษากลับมา   เนื่องจากให้เหตุผลว่าเครื่องมือไม่เพียงพอที่จะทำการรักษาและแนะนำให้ไปอีกที่หนึ่ง   ผมก็ได้ไปตามที่แนะนำเป็นครั้งที่ 3  แต่ก็ได้รับคำตอบอยู่เช่นเดิม

ผมรู้สึกหมดหวังเป็นอย่างมาก  ที่จะไม่สามารถช่วยชีวิตเจ้าแมวต่อไว้ได้  ผมคิดอะไรไม่ออกเลยครับ  รู้อยู่เพียงอย่างเดียวว่าต้องกับไปหาสัตวแพทย์สาว ที่ใจดีท่านนั้นอีกครั้ง

        " คุณหมอครับ  ช่วยรักษามันทีเถอะครับ "

 ผมได้ปรึกษากับพ่อของผมและกลับไปหาคุณหมอสาวท่านนั้นอีกครั้ง   พร้อมด้วยความหวังครั้งสุดท้าย

        " อย่างน้อยก็ช่วยทำแผลไม่ให้มันต้องตายไป  อย่างน่าเวทนาเลยครับ "

ผมขอร้องคุณหมอด้วยใจที่เตรียมพร้อมกับการที่จะต้องสูญเสียเจ้าแมวไป

 

       " หมอไม่แน่ใจนะค่ะ ว่าแมวตัวนี้จะทนพิษบาดแผลไหวหรือไม่ ?   เพราะหมอคงจะต้องเปิดปากแผลและเย็บสดนะค่ะ   ไม่กล้าที่จะวางยาเพราะสภาพของแมวตอนนี้ อ่อนเพลียมากเกินไป "

        " ครับ ... ทำเถอะครับ  "

 

หลังจากนั้นเสียงร้องอย่างทรมานของเจ้าแมวก็ดังนานนับชั่วโมง

พอหลังจากรักษาเสร็จคุณหมอก็จ่ายยา ให้คำแนะนำในการใช้ และวันนัดครั้งต่อไป

นี่แหละครับอีกหนึ่งเรื่องประทับใจที่เกิดขึ้นในชีวิตของผม   อ่อๆๆ!! ไม่ใช่ประทับใจที่แมวโดนกัดนะครับ   ประทับใจที่ได้เจอกับน้ำใจดีๆของสัตวแพทย์ท่านนี้ต่างหากล่ะครับ

คุณผู้อ่านคงอยากจะรู้ล่ะสิ...ว่าสุดท้ายแล้วเจ้าแมวนั้นรอดชีวิตหรือไม่   มันมีชีวิตอยู่ต่อได้ประมาณ  3 อาทิตย์นะครับ  แต่ก็เกินความคาดหวังของผมนะครับ  เพราะคุณหแกบอกไว้ว่าอาจจะอยู่ได้ประมาณ  1

อาทิตย์เท่านั้นให้ผมทำใจเอาไว้

อาจจะเป็นเพราะกำลังใจและความวังที่อยากจะให้เจ้าแมวมันมีชีวิตอยู่ต่อ   ของทุกๆคนในบ้านของผมก็เป็นได้ครับ  ที่ทำให้มันมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 2 อาทิตย์

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมรู้และมั่นใจอย่างแน่นอนนะครับ   ว่าเจ้าแมวมันเองก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้ไปรักษากับสัตวแพทย์สาวใจดีท่านนั้นทุกครั้งที่มีการนัดรักษา

เพราะทุกครั้งที่ผมอุ้มเจ้า

แมวกลับจากการรักษาในอ้อมแขนของผมนั้น   มันยิ้มครับ      (=^_^=)      มันคงจะดีใจที่ได้เจอกับคุณหมอท่านนั้นอีก และมันก็คงจะรู้ด้วยว่า  ผมก็แอบปลื้มคุณหมอเธออยู่ด้วยเหมือนกัน

 

   

 

 "  ภาพหลานๆ  ของเจ้า "แมว" " 

 

 [ เจ้าแมวมันยิ้มแซวผมแนะ...คุณผู้อ่าน ]

P'Tam

posted on 15 Feb 2009 17:24 by iamplenk

 

คุณรู้สึกครียด  รู้สึกกดดัน  หรือหมดสนุกกับงานที่กำลังทำอยู่บ้างหรือเปล่าครับ ?

ไม่ว่าจะเป็นจากเพื่อนร่วมงาน  เจ้านายที่เคารพ  หรือว่าคุณลูกค้าจอมเขี้ยว...

เขากดดันการทำงานของคุณอยู่หรือเปล่าครับ...?

เคยเครียดกับพวกเขาเหล่านั้น....จนอยากจะลาออกมันไปๆซะให้มันหมดเรื่อง หมดราว

ไม่ต้องมานั่งปวดหัว  ไม่ต้องมานั่งคิดมาก  กลุ้มใจอยู่ทุกวันให้เสียสุขภาพจิตบ้างไหมครับ?

เอ๊ะ ... หรือว่ากำลังคิดอยู่พอดีเลย     ถ้าท่านผู้อ่านกำลังรู้สึกเช่นนั้นอยู่   ขอให้ลองอ่านเรื่องราวของ

ผมที่มีในช่วงเริ่มต้นของการทำงานใหม่ๆ สักหน่อยครับ..........

เพื่ออาจจะทำให้คุณผู้อ่านได้เห็นโลกอีกหนึ่งมุมที่ต่างออกไป

 

" ในสมัยที่ผมเริ่มทำงานใหม่ๆนั้น อะไรหลายๆอย่างก็ดูจะไม่สดใส หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้  เหมือนกับที่ได้คิดฝันไว้ ตอนอยู่ในรั้วมหา'ลัย   ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาระของงานที่ต้องรับผิดชอบ   ความร่วมมือจากส่วน   ต่างๆ  หรือแม้กระทั่ง"หน้ากาก"ที่ต้องทนเห็นอยู่ทุกวัน   มีอยู่หลายต่อหลายครั้งเหลือเกิน  ที่ผมอยากจะเดินหนีปัญหาเหล่านั้นไปซะ (จริงๆ ก้อคิดอยู่ทุกวัน  แหะ แหะ (^^) )"   

หน้ากากที่ต้องสวมเข้าหากัน!!!

"หน้ากากที่ต้องสวมเข้าหากัน...!!!"

          แต่....ถ้าผมได้ตัดสินใจเดินหนีสิ่งเหล่านั้นไปก่อนหน้าสักหน่อย ชีวิตผมก็คงจะไม่ได้เจอเรื่องประทับใจเรื่องนี้อย่างแน่นอน

ผมได้รู้จักกับลูกค้าท่านหนึ่ง  ซึ่งคุณลูกค้าท่านนี้  มีหน้าที่คอยตามสินค้า  จากแผนการส่งมอบสินค้า  ที่ผมออกให้ไป    ซึ่งถ้าเกิดสินค้าสามารถส่งได้ตามแผนงานอย่างราบรื่น  ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร  ทุกอย่างก็คงจะเป็นไปอย่างปกติ   แต่ทุกอย่างมันไม่ได้เป็นไปตามนั้นนะสิครับ !

ผมไม่เคยส่งงานได้อย่างที่รับปากไว้เลย  คุณลูกค้าท่านนี้ก็โทรมาทวงงานผมบ่อยครั้ง  เรียกได้ว่าแทบทุกวัน  วันละ  2  เวลา   ซึ่งตอนนั้นเองผมรู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก  พยายามที่จะส่งงานให้ได้ตรงตามแผน   ตรงตามความต้องการของลูกค้า   จึงทำให้ผมถูกกดดันอย่างหนัก   ไม่ว่าจะเป็นจากพนักงานหรือฝ่ายต่างๆ ที่จะต้องมีส่วนร่วมในการทำงาน  ให้งานสามารถส่งสินค้าได้อย่างถูกต้องและตรงเวลา  ผมเครียดมากครับ !  เครียดจริงๆ !!  อยากจะหนีปัญหาไปซะ แบบรู้สึกว่าจะมาเอาอะไรกันนักหนากับนักศึกษาจบใหม่ที่ไร้ประสบการณ์คนหนึ่ง...............

แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งครับ  ที่ทำให้ผมฮึดสู้ต่ออีกครั้ง???

อยากรู้ใช่ไหมครับ  ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ?

  ที่ทำให้คนที่คิดจะลาออกหนีปัญหาอยู่ทุกวัน  ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง (^0^)

ก็คุณลูกค้าที่โทรมาตามงานจากผมบ่อยๆ ท่านนั้นนั่นแหละครับ   กำลังใจที่วิเศษสุดของผมเลยล่ะ   ผมก็รู้นะครับ...       ว่าที่ท่านลูกค้าท่านนี้ต้องโทรมาทวงสินค้าอยู่บ่อยๆ   เพราะถูกทางผู้ใหญ่ของเขาต่อว่ามา   ที่ทำให้สินค้าขาดมือ   ไม่สามารถทวงสินค้าให้ตรงกำหนด   ผมได้สร้างเรื่องเดือดเนื้อ ร้อนใจ กับคุณลูกค้าท่านนี้มากมายซะจริงๆ !!

 

แต่คุณลูกค้าท่านนี้  เป็นมนุษย์ที่มีจิตใจสวยงามมากคนหนึ่ง  เท่าที่ผมเคยได้รู้จักมาในชีวิตของผมเลยล่ะครับ  เพราะเขาไม่เคยใช้คำพูดต่อว่า ต่อขานผมแรงๆ  ให้ผมต้องน้อยอก น้อยใจ เลยสักครั้งเดียว แถมกลับให้กำลังใจในการทำงานของผมซะอีก   ทั้งๆที่ตัวเองโดนตำหนิอยู่บ่อยๆ เพราะผมแท้ๆ

 

มีอยู่ครั้งหนึ่งในช่วงท้ายของเรื่องราวนี้   ผมได้โทรไปบอกกับคุณลูกค้าเพื่อยืนยันการส่งสินค้าในลอตท้ายๆ   และผมก็ได้เผลอหลุด พูดประโยคที่มันอยู่ในใจของผมมาโดยตลอดออกไปอย่างไม่รู้ตัว     "ขอโทษครับ"  

คำขอโทษทีมาจากความรู้สึกภายในจิตใจจริงๆ   ทั้งที่เคยพูดไปอยุ่หลายครั้งเหมือนกัน   แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่พูดไปให้ผู้ฟังได้รู้สึกดีขึ้น   หรือให้ตัวผู้พูดเองรู้สึกผิดน้อยลง...      ผมขอโทษคุณลูกค้าท่านนี้กับเรื่องทั้งหมดที่ต้องทำให้คุณลูกค้าต้องถูกทางผู้ใหญ่ต่อว่าอยู่บ่อยๆ        ผมอยากจะได้ยินคุณลูกค้าท่านนี้ต่อว่าผมแรงๆสักครั้งเพื่อที่จะระบายในสิ่งที่ได้รับมาส่งต่อให้กับผมอย่างสาสม

แต่คุณลูกค้าบอกกับผมว่า...  ไม่ต้องขอโทษเขาหรอก  แต่เขากับขอบคุณผมที่ต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นเพื่อให้งานเสร็จทันตามกำหนด เขาขอบคุณผมครับ???   คนที่ทำเรื่องวุ่นๆให้เขาอยู่ตลอดเวลา

 

คุณผู้อ่านได้อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว พอจะได้เห็นโลกในอีกหนึ่งมุของผมหรือยังครับ ? 

โลกที่คนรอบข้างของเรากลับเป็นคนทีคอยจะทำใจร้ายกับเรา   แต่คนที่น่าจะใจร้ายกับเรา...

กลายเป็นคนที่ให้พลังในการที่เราจะได้สู้ต่ออีกครั้ง  อย่างไม่คาดคิด

อยากให้มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นกับทุกๆคนจังเลย

 

" คุณแต๋มครับ....อ่อไม่สิ!!!   ต้องเรียกว่าพี่แต๋มถึงจะดูผ่อนคลายกว่าเนอะ   ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ    ที่ได้รู้จักกบคนที่มีจิตใจสวยงามอย่างพี่  ความสวยที่ออกมาจากภายในใจของพี่   มันทำให้คนรอบข้างพี่ได้ชื่นชมและมีความสุขอยู่เสมอครับ  เพราะพี่จริงๆครับ  ที่ทำให้ผมได้รู้ว่าโลกนี้ สังคมนี้ ก็ยังมีเรื่องดีๆซ่อนอยู่แม้ในยามที่ท้อแท้อย่างมากก็ตาม  ขอบคุณมากครับ  (^^) "

 

ขอโทษครับ

 "ขอโทษครับ คุณลูกค้า"

เกริ่นนำ

posted on 25 Jan 2009 19:55 by iamplenk  in impression

 

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

plenk

           สวัสดีครับ (^^)    คุณเคยได้ยินคำพูดประโยคนี้ไหมครับ ?
(^^)
" ถ้าคุณมีเรื่องอึดอัดกับความรู้สึกบางอย่างที่คุณมีให้ต่อใครสักคน   แล้วมันทำให้คุณไม่เป็นตัวของตัวเองแล้วล่ะก็....ให้พูดมันออกไป!!    พูดความรู้สึกนั้น ที่คุณมีต่อเขา และ ไม่ต้องไปสนใจกับคำตอบที่เขาจะมีให้ต่อคุณ   เพราะถ้ามันเป็นความรู้สึกในเชิงบวก (Positive)  แล้วล่ะก็ อย่างน้อยที่สุด...เขาคนนั้นก็ได้รับรู้แล้วล่ะว่า คุณเป็นอีกหนึ่งคนที่มองเขาในแง่ดี "
(j_j)
ประโยคคำพูดเหล่านี้ มันอยู่ในหัวของผมนานแล้วล่ะครับ แต่ผมไม่แน่ใจว่าควรจะทำตามความคิดนี้ดีหรือเปล่า?  เพราะมันไม่ได้มีข้อพิสูจน์ใดๆทางวิทยาศาสตร์ที่จะให้เราเชื่อออกมาเป็นดัชนีชี้วัด,การสุ่มตัวอย่าง หรือสมการใดๆ  ที่จะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่า  ถ้าเราได้ทำตามวิธีการนี้แล้ว   จะไม่เกิดผลลัพธ์ในเชิงลบ (Negative) ต่อตัวของเราหรือผู้ที่ได้รับสารนั้นก็ตาม
(o0o)
แต่ผมลองมานั่งนึกย้อนถึงช่วงเวลาต่างๆที่ผ่านมาของช่วงชีวิตผมแล้ว   เวลาที่ผมมักมีความประทับใจที่ดีต่อใครสักคน  ผมมักจะปล่อยให้ช่วงเวลาและโอกาสที่หาซื้อไม่ได้นั้น  เลยผ่านไป  โดยไม่ได้บอกออกไปให้เขาได้รับรู้ แล้วมานั่งนึกย้อนเสียดายในเวลาปัจจุบัน...ทุกครั้งไป
plenk
ถ้าผมไม่ปล่อยให้โอกาสเพียงครั้งเดียวของช่วงเวลานั้นผ่านเลยไปก็คงจะดีไม่น้อย  เหมือนกับฉากหนังที่ให้ข้อคิดใน๓พยนต์เรื่อง Tranformers ฉากที่นางเอก (มิเคร่า)  ถามพระเอก (แซม วิทวิคกี้) ว่า  "เธอจะขึ้นรถคันนี้ไปจริงๆเหรอ?"
(T_T)
transformer
O_0
หลังจากที่ทั้งสองได้รู้แล้วว่า รถยนต์มือสอง (Used Car) ที่พระเอกได้ซื้อมานั้นไม่ได้ผลิตในอเมริกา หรือญี่ปุ่น   พระเอกได้ตอบคำถามนางเอกไปว่า
0_O
ถ้าไม่ขึ้นรถคันนี้ไปอีก 50 ปีจะเสียดายไหม?
(^^)
"ลองถามตัวเองอีก 50 ปี ข้างหน้าถ้าไม่ขึ้นรถวันนี้   จะเสียดายไหม?"
(^^)
มันจึงเกิดคำถามขึ้นกับตัวผมเองว่า
(^^) 
"ถ้าวันนี้เราได้พูดออกไปล่ะ  เล่าถึงความประทับใจที่เรามีต่อเขา  หรือคำกล่าวขอโทษแก่ใครสักคน  ให้เขาได้รับรู้ว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในความประทับใจที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา   เขาจะรังเกียจไหม?"
(^^)
ผมจึงได้ตัดสินใจที่จะเขียน blog ที่เล่าถึงความประทับใจต่อบุคคลหลายๆท่าน  ที่เขาเป็นผู้ที่สร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นในชีวิตของผม  และผมอยากให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน ที่มีความประทับใจต่อใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสมัยเรียน เพื่อนที่ทำงาน คนข้างบ้าน หรือคนที่คุณแอบปลื้มเขาอยู่ (^^)   อยากให้ท่านผู้อ่านมาร่วมแบ่งปันเรื่องราวที่น่าประทับใจ (Impression) ที่เกิดขึ้นกับตัวของท่าน เผื่อว่าบุคคลที่ท่านมีความประทับใจให้ กำลังอ่านข้อความของท่านอยู่ก็เป็นได้...(^0^)
plenk
plenk
plenk
**********************

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 15 Feb 2009 13:33:06 by plenk